ในช่วงยุค 90 ปีกที่มีความความคล่องแคล่วว่องไว การยิงฟรีคิกที่เฉียบคม การทำประตูด้วยลูกยิงไกล การสับขาหลอกที่ทำให้คู่ต่อสู้ต่างหัวทิ่มหัวตำ นั่นไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือ หลุยส์ ฟิโก้ (Luís Figo) ปีกชาวโปรตุเกส ที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของชาติในตอนนั้น และเป็นแรงบันดาลใจให้นักเตะยุคใหม่ๆ พยายามฝึกฝนทักษะการเลี้ยงฟุตบอล ให้ได้เหมือน ฟิโก้ เจ้าของบัลลงดอร์ปี 2000 เรียกได้ว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ แต่แฟนบอล บาร์เซโลน่าต่างเรียกเขาว่า ”จูดาส”(Judas) แปลว่า คนทรยศ นั่นเอง
ประวัติส่วนตัว หลุยส์ ฟิโก้

หลุยส์ เฟลิเป้ มาไดร่า คาไรโร่ ฟิโก้ (Luís Filipe Madeira Caeiro Figo) หรือเรียกกันสั้นๆว่า หลุยส์ ฟิโก้ เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ 1972 ที่เมืองอัลมาดา ประเทศ โปรตุเกส เริ่มต้นจากการเล่นฟุตบอลข้างถนนในเมืองบ้านเกิดตั้งแต่ยังเด็กจนเข้าร่วมทีมเยาวชน อูนีเยาดีปัสติลยัส (Os Pastilhas) ในวัย 12 ขวบ เมื่อปี 1984 ซึ่งเป็นสโมสรฟุตซอลท้องถิ่น และด้วยความสามารถที่โดดเด่นกว่าเด็กคนอื่นทำให้แมวมองของ เยาวชน สปอร์ติ้ง ลิสบอน (Sporting CP) ดึงร่วมทีมในปี 1985 ฝึกฝนฝีเท้าอยู่เพียง 4 ปี ได้รับสัญญาอาชืพขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อปี 1989
และมีโอกาสได้ลงสนามเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 เมษายน 1990 โดยถูกส่งลงไปแทน มาร์ลอน บรันเดา (Marlon Brandão) หลังจากนั้นได้รับโอกาสติดทีมชาติโปรตุเกสรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในปี 1991 สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ วงการฟุตบอลต่างเรียกว่า ” Golden Generation ” คือยุคทองของฟุตบอลโปรตุเกสที่มีนักเตะดาวเด่นมากมายในทีมชุดนี้ อาทิเช่น รุย คอสต้า (Rui Costa), เจา ปินโต (João Pinto)
จนกระทั่งในปี 1995 ฟิโก้ ก็ได้รับความสนใจจากเหล่าสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปโดยเฉพาะกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี แต่เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากไปเซ็นสัญญาพร้อมกัน 2 สโมสร นั่นก็คือ ยูเวนตุส (Juventus) และ ปาร์ม่า (Parma) ทำให้ถูกสั่งแบนไม่ให้มาเล่นในลีกประเทศอิตาลีนานถึง 2 ปี และเป็น บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่จาก ลาลีก้า สเปน คว้าไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 2.25 ล้านปอนด์ ในท้ายที่สุด
แฟนบอลบาร์เซโลน่ารักและเกลียดในเวลาเดียวกัน

หลังจากที่ ฟิโก้ ย้ายมาร่วมทีม บาร์เซโลน่า ช่วงอายุ 23 ปี ในช่วงปีแรก ฟิโก้ ยังต้องปรับตัวและระบบการเล่นของทีม โดยมีผู้จัดการทีมที่ชื่อว่า โยฮัน ครัฟฟ์ (Johan Cruyff) ได้เห็นแววความสามารถและให้โอกาส ฟิโก้ อยู่บ่อยครั้ง ต่อมาในปี 1996 ฟิโก้ ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้ทีม คว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ และ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ ทำให้ชื่อของ ฟิโก้ เข้าไปถึงใจแฟนบอล ต่างก็ชื่นชมและชื่นชอบเป็นอย่างมาก ด้วยสไตล์การเล่น การเลี้ยงฟุตบอลที่สุดยอด การผ่านบอลที่ชาญฉลาด
ในปีถัดมา ฟิโก้ ยังคว้าแชมป์ร่วมกับ บาร์เซโลน่า อีกหลายใบ จึงทำให้แฟนบอลต่างตั้งความหวังและมั่นใจว่าอีกไม่นานฟิโก้จะเป็นตำนานสโมสรได้อย่างแน่นอน ในท้ายที่สุด เรอัล มาดริด (Real Madrid) สโมสรยักษ์ใหญ่อริร่วมลีก ก็ตัดสินใจคว้าตัว ฟิโก้ ไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 60 ล้านยูโร ในปี 2000 ซึ่งมูลค่าที่สูงมากและเป็นค่าตัวสถิติโลกในช่วงนั้น และทำให้แฟนฟุตบอลบาร์เซโลน่าทั่วโลกต่างยกให้เขาว่าเป็น จูดาส หรือ คนทรยศ ในเวลาต่อมา
ซูเปอร์สตาร์ในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาบิว

การย้ายมาร่วมทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ราชันย์ชุดขาว ทำให้แฟนบอล เจ้าบุญทุ่ม ต่างสาปส่ง และในช่วงแรกที่ย้ายมาสโมสร เรอัล มาดริด แฟนบอลบางกลุ่มไม่พอใจที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ (Florentino Pérez’s) ประธานสโมสรไปดึงนักเตะทีมคู่อริมาร่วมทีม แต่ทว่า ฟิโก้ ในฤดูกาลแรกที่ย้ายมาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด และพา เรอัล มาดริด คว้า แชมป์ ลาลีก้า สเปนมาครอบครองได้ แถมยังได้รางวัลส่วนตัวอย่าง ฟีฟ่า บัลลงดอร์ (Ballon d’Or) ปี 2000 เพียงปีแรกเท่านั้นหลังจากพิสูจน์ฝีเท้าของตนเอง
แฟนบอลเรอัล มาดริด ต่างก็ชื่นชอบและเป็นที่รักในช่วงเวลาอันรวดเร็ว ในปี 2001 ฟิโก้ มีส่วนสำคัญอย่างมากช่วยให้ เรอัล มาดริด คว้า ทริปเปิ้ลแชมป์ ลาลีก้า, สแปนิชซูเปอร์คัพ, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จนกระทั่งปี 2005 ฟิโก้ ก็ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน (Inter Milan) แบบไร้ค่าตัว
ชีวิตบั้นปลายที่อิตาลี

ฟิโก้ ในวัย 33 ปี ที่สโมสร อินเตอร์ มิลาน แฟนบอล งูใหญ่ ต่างมองว่าอายุที่มากเกินไป ฟอร์มน่าจะตกลงไปแล้ว แต่ ฟิโก้ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งด้วยการผ่านบอล และการเลี้ยงบอลที่ยังสุดยอดเหมือนเดิม และช่วยสโมสรคว้า ดับเบิ้ลแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา (Serie A), โคปปา อิตาเลีย (Coppa Italia) ได้ในฤดูกาลแรกที่ย้ายเข้ามาเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลในเพียงปีแรกทันที
ฟิโก้ ยังเป็นกำลังหลักสำคัญจนถึงปี 2009 ฟิโก้ ได้ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่สนาม ซาน ซิโร่ เมื่อวันที่ 31 พฤษภามคม 2009 ในเกมที่อินเตอร์ มิลาน พบกับ อตาลันต้า ได้รับปลอกแขนกัปตันทีม และแฟนบอลในสนามต่างปรบมือเมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกจบอาชืพการค้าแข้งการเป็นนักฟุตบอลเป็นที่เรียบร้อย
เกียรติประวัติ

สปอร์ติ้ง ลิสบอน
โปรตุเกส คัพ
แชมป์: 1994-95
บาร์เซโลน่า
ลาลีก้า
แชมป์:1997-98, 1998-99
โกปา เดล เรย์
แชมป์: 1996-97, 1997-98
สแปนิชซูเปอร์คัพ
แชมป์: 1996
ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ
แชมป์: 1996-97
ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ
แชมป์: 1997
เรอัล มาดริด
ลาลีก้า
แชมป์: 2000-01, 2002-03
สแปนิชซูเปอร์คัพ
แชมป์: 2001, 2003
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก
แชมป์: 2001-02
ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ
แชมป์: 2002
อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพ
แชมป์: 2002
อินเตอร์ มิลาน
กัลโช่ เซเรียอา
แชมป์: 2005-06, 2006-07, 2007-08, 2008-09
โคปปา อิตาเลีย
แชมป์: 2005-06
ซูเปอร์โคปปา อิตาเลีย
แชมป์: 2006, 2008
ทีมชาติโปรตุเกส

ยูโรเปี้ยน คัพ U16
แชมป์: 1989
ฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี
แชมป์: 1991
รางวัลส่วนบุคคล

รองเท้าทองคำโปรตุเกส 1994
นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีสปอร์ติ้ง ลิสบอน 1994
นักเตะยอดเยี่ยมโปรตุเกสแห่งปี
1995, 1996, 1997, 1998, 1999, 2000
นักเตะฟี่ฟ่ายอดเยี่ยมของโลก 2001
นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีอินเตอร์ มิลาน 2006
บัลลงดอร์
2000